26/2/58

การใช้วิภัตติ - ปฐมาวิภัตติ ๑

ความหมายของคำว่า วิภัตติ
คัมภีร์ปทรูปสิทธิ[1]ให้คำนิยามของวิภัตติเหล่านั้นว่า
         เอกมฺปิ อตฺถํ กมฺมาทิวเสน เอกตฺตาทิวเสน จ วิภชนฺตีติ วิภตฺติโย,                 สฺยาทโย.
         “ศัพท์เหล่าใด ย่อมจำแนกเนื้อความแม้อย่างเดียวออกเป็นบทที่มีกรรมการกเป็นต้น และออกเป็นเอกพจน์เป็นต้น เหตุนั้น ศัพท์เหล่านั้น ชื่อว่า วิภัตติ หมายถึง วิภัตตินามมี สิ วิภัตติเป็นต้น”.
         คัมภีร์นิรุตติทีปนี ให้นิยามว่า
วิภชนฺตีติ วิภตฺติโย, เอกเมกํ ปกตินามปทํ นานารูปวิภาควเสน  กตฺตุ, กมฺมาทินานาอตฺถวิภาควเสน เอกตฺต, พหุตฺตสงฺขฺยาวิภาควเสน จ วิภชนฺตีติ อตฺโถฯ สิ, โย อิติ ปฐมา นาม…เป.… สฺมิํ, สุ อิติ สตฺตมี นามฯ[2]
วิภัตติคือ ศัพท์ที่จำแนกนามปทอันเป็นปกติ (รูปเดิม) แต่ละบทโดยกระจายรูปเป็นอย่างต่างๆ, โดยความหมายต่างๆมีกัตตุและกรรมเป็นต้นและโดยพจน์ ออกเป็นอย่างเดียวและหลายอย่างเป็นต้น. วิภัตติเหล่านั้น คือ ส และโย มีชื่อว่า ปฐมาวิภัตติ, ฯลฯ สฺมึ และสุ มีชื่อว่า สัตตมีวิภัตติ
        
สรุปได้ว่า วิภัตติ มีหน้าที่จำแนกให้เห็น ๓  ประการ คือ
         ๑. จำแนกปกติศัพท์ (คือรูปศัพท์เดิม ก่อนจะลงวิภัตติ) ออกเป็นรูปต่างๆ       (ปทมาลา) เช่น    ปุริส ถูกวิภัตติมีสิเป็นต้นจำแนกออกเป็น ปุริโส ปุริสํ เป็นต้น
         ๒. จำแนกปกติศัพท์ออกตามความหมาย (อรรถ). กรณีนี้ วิภัตติสามารถจำแนกศัพท์ที่หมายถึงสิ่งเดียว และที่หมายถึงสิ่งหลายอย่าง เช่น ปุริส คนเดียว ปุริส บุรุษหลายคน ให้เห็นว่า มีความหมายอะไรบ้างตามวิภัตตินั้นๆ โดยความเป็นกัตตาบ้าง เป็นกรรมบ้าง เป็นต้น เช่น  ปุริโส ปุริสา ปุริสํ ปุริเส เป็นต้น
๓.. จำแนกปกติศัพท์ออกตามจำนวน (วจนะ) กรณีนี้ จำแนกศัพท์ที่มีจำนวนหนึ่งเดียว ให้เห็นจำนวนหนึ่งบ้าง มากกว่าหนึ่งบ้าง เช่น ปุริโส ปุริสา, ปุริสํ, ปุริเส ดังนี้เป็นต้น.

อรรถของวิภัตติ
         อรรถของวิภัตติ ได้แก่ พจน์มีเอกพจน์เป็นต้นและความหมายต่างๆ มีกรรมเป็นต้นที่วิภัตติทั้ง ๗ ได้จำแนกออกมาให้เห็น.  คัมภีร์ไวยากรณ์ต่างๆ ได้แสดงจำแนกอรรถของวิภัตติทั้งหมดออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ อรรถที่เป็นการก และ อการก ด้วยเหตุนี้ ในที่นี้จะแสดงอรรถของวิภัตติไปตามลำดับวิภัตติทั้ง ๗ ตามควรแก่เนื้อความ โดยไม่จำแนก.
เกี่ยวกับอรรถของวิภัตตินี้ มีความเห็นเป็น ๒ มติ คือ วิภัตติมีอรรถและไม่มีอรรถเป็นเพียงเครื่องส่องอรรถของศัพท์เท่านั้น
ก.    มติที่ว่า มีอรรถของวิภัตติโดยแยกออกจากอรรถของศัพท์ดังนี้
อรรถของศัพท์ ได้แก่ ความหมายของศัพท์เดิม มี ๓ ได้แก่
๑.    ทัพพะ สิ่งที่คำนั้นสื่อถึง
๒.    ลิงค เพศทางไวยากรณ์ของศัพท์
๓.    สกัตถะ ความหมายของศัพท์  
ส่วนอรรถของวิภัตติ ได้แก่
๑.    การก หน้าที่ทางไวยากรณ์มีการกเป็นต้น[3]
๒.    สังขยา พจน์ (จำนวนนับ)[4]
คัมภีร์ปทวิจารทีปนี กล่าวถึงมติของอาจารย์บางท่าน[5]ที่แบ่งอรรถของศัพท์เป็น ๓ คือ ทัพพะ ลิงคะ และสกัตถะส่วนอรรถของวิภัตติ ได้แก่ การก และ พจน์[6]
ข.     มติที่ว่าอรรถของวิภัตติไม่มี เพราะเป็นเพียงส่องอรรถของศัพท์เท่านั้น
อรรถของศัพท์ได้แก่
๑.    ทัพพะ สิ่งที่คำนั้นสื่อถึง
๒.    ลิงค เพศทางไวยากรณ์ของศัพท์
๓.    สกัตถะ ความหมายของศัพท์  
๔.    สังขยา พจน์ (จำนวนนับ)
๕.    การก หน้าที่ทางไวยากรณ์มีการกเป็นต้น
ตัวอย่าง ปุริสํ ปสฺสติ “ย่อมเห็นซึ่งบุรุษ” ในตัวอย่างนี้ บทว่า ปุริสํ มาจาก              ปุริส+ อํ. ปุริส เป็นศัพท์ปกติ ส่วนอํวิภัตติ ทำหน้าที่ส่องเนื้อความเอกัตตสังขยาและกรรมการกที่มีอยู่แล้วในศัพท์ปกติคือบุรุษ ที่ไม่ปรากฏให้ปรากฏขึ้น. ฉะนั้นบทว่า             ปุริสํ จึงมีอรรถ ๕ อย่าง คือ
๑.    สกัตถะ ได้แก่ สามัญญชาติ คือ คือ ลักษณะที่เหมือนกันของบุรุษทั้งหลาย
๒.    ทัพพะ ได้แก่ รูปธรรมคือตัวบุรุษอันประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ
๓.    ลิงค์ ได้แก่ วิสาทาการอันเป็นปุงลิงค์
๔.    สังขยา ได้แก่ จำนวนเอกพจน์
๕.    กรรมการก ได้แก่ กิริยาปาปุณนสัตติที่กิริยาการเห็นเข้าถึง.[7]
ปทรูปสิทธิฎีกาอธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า
เอกทฺวิตฺตาทิสงฺขฺยา เอกาทิสงฺขฺยาสทฺทานเมวตฺโถติ กิตาทีหิ  อภิหิต-                กมฺมาทิกญฺจ กิตนฺตาทิสทฺทานเมวตฺโถติ ทพฺพลิงฺคปริมาณตฺติกญฺจ                         สงฺขฺยากมฺมาทิทฺวิกญฺจาติ อยํ ปญฺจวิโธปิ อตฺโถ ปกติสทฺทตฺโถ เอว. วิภตฺติ ปน โชตกา “ลิงฺคตฺเถ ปฐมา”ติ วจนโต. ภวติ จ ชาติคุณาทิปฺปวตฺตินิมิตฺตมาทาย อตฺเถสุ, สงฺขฺยาทิกญฺจ สทฺโท วทติ ยทิจฺฉาวเสนาปิ.
จำนวนนับมีหนึ่งและสองเป็นต้น ชื่อว่า เป็นความหมายของคำว่า เอก และ ทฺวิ เป็นต้น สาธนะมีกรรมเป็นต้น อันกิตปัจจัยเป็นต้น กล่าวถึง ชื่อว่า เป็นความหมายของกิตันตบทเป็นต้นนั่นเทียว เพราะเหตุนั้น แม้อรรถ ๕ ประการเหล่านี้ คือ อรรถ ๓ คือ ทัพพะลิงค์ และสกัตถะ และ อรรถอีก ๒ คือ พจน์และการกมีกรรมเป็นต้น ชื่อว่า อรรถของศัพท์เดิมเท่านั้น. ส่วนวิภัตติเป็นเพียงศัพท์ที่เปิดเผยอรรถเหล่านั้นให้ปรากฏ ตามสูตรว่า “ลิงฺคตฺเถ ปฐมา เมื่ออรรถของนามศัพท์ถูกรู้อยู่ หรือ จะพึงถูกกล่าว ลงปฐมาวิภัตติ”. อนึ่ง ครั้นถือเอาปวัตตินิมิตตมีชาติและคุณเป็นต้น ศัพท์จึงมีในอรรถทั้งหลายได้, และกล่าวอรรถมีพจน์เป็นต้น แม้ตามความประสงค์ของผู้กล่าว.

จะเห็นว่า แท้ที่จริง วิภัตติ เป็นศัพท์เพียงส่องความหมายให้ปรากฏเท่านั้น. ความข้อนี้สมดังที่มาในคัมภีร์ปทรูปสิทธิสูตรที่ ๑๗๖ (อิตฺถิยมโต อาปจฺจโย) ว่า
ปกตฺยตฺถโชตกา อิตฺถิ-        ปฺปจฺจยา สฺยาทโย วิย;
ณาทโย ปจฺจยตฺถสฺส,          สกตฺถสฺสาปิ วาจกาฯ
 อิตถิปัจจัยคือ อา อี อินี)  เป็นปัจจัยส่องอรรถ (โชตก) ของปกติ (คือลิงค์)  เหมือนวิภัตติมีสิเป็นต้น, ณปัจจัยเป็นต้น เป็นปัจจัยตัวกล่าว (วาจก) ซึ่งอรรถของปัจจัยและอรรถของตนด้วย.[8]
และที่มาในคัมภีร์สัททัตถเภทจินตา ว่า
วิชฺชมาโนปิ  สุกฺกาทิ          ยถา  ทีปาทิเก  สติ  
         พฺยตฺติมายาติ  กมฺมาทิ       อตฺโถ  เอวํ  วิภตฺติยํ.
เมื่อประทีปเป็นต้นมีอยู่ สีขาวเป็นต้นที่มีอยู่ ย่อมถึงซึ่งความปรากฏได้ ฉันใด, เมื่อวิภัตติมีอยู่ อรรถกรรมเป็นต้น ก็ย่อมปรากฏได้ฉันนั้น.[9]
หมายความว่า เนื้อความ ๕ เหล่านั้น ย่อมตั้งอยู่ในศัพท์ต่างๆเช่น ปุริส บุรุษ เมื่อประกอบวิภัตติแล้ว บรรดาอรรถของศัพท์ ๕ เหล่านั้น อรรถ ๒ อย่างคือ สังขยาและการก จึงถูกเปิดเผยออกมา ก็ต่อเมื่อมีวิภัตติเป็นเครื่องส่องเท่านั้น เหมือนกับวัตถุสิ่งของที่อยู่ในห้องมืดๆ เมื่อเปิดไฟส่อง สิ่งของนั้นจึงเปิดเผยแก่สายตา โดยที่สิ่งของนั้นมีอยู่แล้ว มิใช่อยู่ในแสงไฟแต่ประการใด แม้สังขยาและการกต่างๆ เปรียบเหมือนกับวัตถุต่างๆ ย่อมตั้งอยู่ในอรรถเหล่านั้นอันเปรียบได้กับห้อง วิภัตติเปรีบบเหมือนกับแสงไฟที่ส่องเข้าไป เพื่อแสดงให้อรรถเหล่านั้นที่มีอยู่แล้ว ปรากฏแก่ความรู้ ฉะนั้น
อย่างไรก็ตามมติอย่างหลังนี้เป็นที่ยอมรับกันโดยสากลทั่วไป ดังคาถาที่มาในรูปสิทธิปกรณ์มีว่า ปกตฺยตฺถโชตกา เป็นต้น ดังได้แสดงมาแล้วนั้น. [10]
สรุปความได้ว่า อรรถต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการกหรืออการกนั้น มีมติอยู่สองคือ เป็นอรรถที่ตั้งอยู่ในตัวศัพท์ ส่วนวิภัตติเป็นเพียงศัพท์ที่เปิดเผย เรียกว่า โชตกะ ส่วนอีกมติหนึ่ง วิภัตติเป็นวาจกะ ศัพท์ที่กล่าวเนื้อความ.  อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอรรถของวิภัตติหรืออรรถของศัพท์ก็ตาม สองมตินี้จะขัดแย้งกันหรือไม่ ก็ไม่ควรคำนึง แต่ควรคำนึงว่า อรรถต่างๆเหล่านั้น มีอย่างไร เพราะเป็นสาระที่ควรรู้แต่เพียงอย่างเดียว. ในที่นี้จะแสดงอรรถต่างที่สมควรต่อวิภัตติทั้ง ๗ ไปตามลำดับโดยนัยที่มาในคัมภีร์ปทรูปสิทธิ เพื่อเป็นพื้นฐานแห่งการศึกษาคัมภีร์ปทรูปสิทธินั้นและอื่นๆไปโดยสมควร.



[1] ปทรูปสิทฺธิ การกกณฺฑ น. ๑๖๗ ฉบับชมรมนิรุตติศึกษา (แม้ข้างหน้าจนจบก็อ้างฉบับนี้)
[2] นิรุตติทีปนี สูตรที่ ๖๑ ว่า ทฺเว ทฺเวกาเนเกสุ นามสฺมา สิ โย อํโย นา หิ ส นํ สฺมาหิ สนํสฺมิํสุ
[3] มตินี้ดูเหมือนจะถูกใช้ในคัมภีร์ปทรูปสิทธินี้ แต่เมื่อพิจารณาดูคาถาที่ท่านแสดงไว้ในสูตรที่ ๑๗๖ แสดงว่า ท่านมิได้เห็นว่า วิภัตติเป็นศัพท์มีอรรถคือการกเป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ คำว่า อรรถของวิภัตติ ท่านกล่าวไว้โดยการณูปจาระ คือ กล่าวเหตุอันได้แก่วิภัตติ แต่เจตนาหมายถึง ผล คือ อรรถของศัพท์ที่เป็นการก ที่ถูกสื่อออกมาโดยวิภัตติ (สมภพ).
[4] ตามที่คัมภีร์ปทรูปสิทธิฎีกาอ้างถึงมตินี้ว่า
เอตฺถ จ วิภตฺติเภเท วจนเภเท จ สมุปลพฺภมานํ ปุริสกญฺญาจิตฺตาทิสงฺขาตํ                     ทพฺพลิงฺคาทิตฺติกํ สทฺทตฺโถ. ยํ ปน วิภตฺติวจนเภเท สงฺขฺยากมฺมาทิทฺวิกํ น อเนฺวติ น วิภชติ, โส วิภตฺตฺยตฺโถติ เกจิ. โหติ จ
ปวตฺยเนฺวติ รุกฺขาทิ                 วิภตฺติวจนนฺตเร
สทฺทตฺโถ โส วิภตฺยตฺโถ           สงฺขฺยากมฺมาทิเภทิยํ.
เกี่ยวกับเรื่องอรรถของวิภัตตินี้ อาจารย์บางท่านมีความเห็นว่า อรรถของศัพท์ได้แก่ อรรถ ๓ อย่างคือทัพพะ ลิงค์ และสกัตถะ กล่าวคือ ปุริส กญฺญา จิตฺต เป็นต้นซึ่งจะพบได้ ก็ต่อเมื่อมีความต่างกันวิภัตติและวจนะ. แต่เนื้อความสองอย่างคือพจน์และการกมีกรรมเป็นต้นใดที่ไม่ถูกวิภัตติติดตาม คือ ไม่ถูกจำแนก ในเพราะความต่างกันแห่งวิภัตติและวจนะ เนื้อความสองอย่างนั้น ชื่อว่า อรรถของวิภัตติ.  มีคาถาสังคหะว่า
สัททัตถะ (เนื้อความของศัพท์) คือ ความเป็นไปแห่งเนื้อความมี รุกฺข เป็นต้น พึงเห็นภายในวจนะและวิภัตติ, อรรถของวิภัตติ ย่อมมี เพราะศัพท์ที่มีความต่างกันด้วยพจน์และการกเป็นต้น
[5] ได้แก่ คัมภีร์วาจจวาจก คาถาที่ ๑๑-๑๒ ที่ระบุว่า เนื้อความ ๓ คือ ทัพพะ ลิงคะและสกัตถะ ถูกศัพท์กล่าว ส่วนเนื้อความ ๒ คือ พจน์และการก ถูกวิภัตติกล่าว.
[6] ปทวิจารทีปนี หน้า ๗๔๑ มีคำอธิบายเช่นเดียวกับปทรูปสิทธิฎีกา.
[7] ปทวิจารทีปนี หน้า ๗๔๐
[8] คาถานี้มีอธิบายว่า อิตถีปัจจัย คือ อา อี อินี นี้เป็นเพียงปัจจัยที่ส่องอรรถของลิงค์ ให้รู้ว่า “นี้เป็นอิตถีลิงค์” เท่านั้น มีชื่อเรียกว่า โชตกปัจจัย มิใช่วาจกปัจจัย เหมือนกับวิภัตตินามที่เป็นเครื่องแสดงอรรถกรรมเป็นต้นที่มีอยู่แล้ว มิใช่แสดงอรรถใหม่ หรือแสดงอรรถพิเศษอะไรได้ความจริงศัพท์เดิมว่า กญฺญ แม้ไม่ลง อา ปัจจัยก็มีลักษณะของอิตถีลิงค์คือบัญญัติอันมีลักษณะไม่สะอาด แต่ลักษณะดังกล่าวไม่ประจักษ์แก่ผู้พูดและผู้ฟัง จึงต้องลง อา ปัจจัยเพื่อแสดงให้ประจักษ์.
          ส่วนตัทธิตปัจจัยมี ณ ณิกเป็นต้น สามารถกล่าวอรรถพิเศษต่างหากได้ เช่น ใน วสิฏฺฐสฺส อปจฺจํ เมื่อลง ณปัจจัย ลบอปจฺจ แล้ว สำเร็จเป็น “วาสิฏฺฐ” ณ ปัจจัยที่มีอยู่ใน “วาสิฏฺฐ” นี้มกล่าวอรรถ “อปจฺจ ลูก” ท่ถูกลบไป. นอกจากนี้ มย ปัจจัย ในทานมยํ ก็สามารถกล่าวอรรถสกตฺถ (อรรถของตนคือทานนั่นเอง) ได้. ถึงแม้มยปัจจัยจะกล่าวซ้ำอรรถเดิมอีก แต่ก็ได้ชื่อว่า วาจกปัจจัย เหมือนกั้น เพราะกล่าวอรรถทานนั้นด้วย. ตัทธิตปัจจัยและสกตฺถปัจจัยอื่นๆ ก็มีนัยนี้. จากคาถานี้แสดงว่า ในคัมภีร์ปทรูปสิทธิก็มีความเห็นว่า วิภัตติเป็นโชตก มิใช่วาจก ดังนั้น อรรถของวิภัตติที่กล่าวไว้ในที่นี้ คือ อรรถของการกนั่นเองที่ถูกวิภัตติสื่อออกมา แต่กล่าวว่าเป็นอรรถของวิภัตติ. สรุปว่า ปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ
๑. โชตกปัจจัย ปัจจัยที่ส่องอรรถของปกติ คือ ลิงค์ให้ปรากฏมี ๓ ตัว อา อี อินี เช่น กญฺญา นที ยกฺขินี.
 ๒. วาจกปัจจัย ปัจจัยที่กล่าวอรรถของปัจจัยและสกัตถะ ได้แก่ พวกตัทธิตปัจจัยทั้งหลาย เช่น ณ ปัจจัย ในคำว่า วสิฏฺฐ และ ณิกปัจจัยในคำว่า สสงฺขาริก.
          ด้วยข้อความนี้แสดงว่า โชตก มี ๒ คือ วิภัตตินามและอิตถีโชตกปัจจัย ส่วนวาจกมี ๔ คือ สมาส ตัทธิต อาขยาตและกิตก์ ตัทธิตมีคำอธิบายโดยนัยที่กล่าวมาแล้ว ส่วนบทสมาสชื่อว่า วาจก เพราะกล่าวอรรถใหม่เป็นพิเศษต่างจากในเวลาที่เป็นวากยะ (รูปวิเคราะห์หรือรูปเดิมของตนก่อนเข้าสมาส) อาขยาต คือ วิภัตติ ที่กล่าวความพิเศษให้แก่ธาตุที่ถือเป็นรูปเดิมเหมือนกัน โดยความเป็นบท บุรุษ วจนะเป็นต้น แม้กิตก์ก็มีนัยเดียวกับตอาขยาต คือ กล่าวความพิเศษให้แก่ธาตุโดยความเป็นกัตตุสาธนะเป็นต้น.
[9] คัมภีร์สัททัตถเภทจินตา คาถา ๑๒๘  ใน “ประมวลจูฬสัททสาสตร์ ๓๑ คัมภีร์” หน้า ๑๒.
[10] จากข้อความที่มาในปทรูปสิทธิมัญชรีเล่ม ๑อธิบายสูตรที่ ๒๘๔

21/2/58

การใช้จตุตถีวิภัตติ 3

ข้อยกเว้น
คำว่า ทาตุกาโม ผู้ปรารถนาเพื่อให้ ในตัวสูตรแสดงข้อยกเว้นไว้ว่า กรณีที่ผู้ให้ไม่ปรารถนาจะให้ ผู้รับวัตถุหรือกิริยานั้นไม่จัดเป็นสัมปทานการกะในที่นี้. เช่น
รญฺโญ ทณฺฑํ ททาติ
ททาติ ย่อมให้ ทณฺฑํ ซึ่งค่าปรับ รญฺโญ (หตฺเถ ในพระหัตถ์) ของพระราชา.
ตามปกติ ผู้ให้ค่าปรับจะไม่ยินดีในการให้นั้น ด้วยเหตุนี้ ในประโยคนี้ ท่านจึงไม่ถือว่า รญฺโญ เป็นสัมปทานการกะ. ตามขนบนิยมแล้ว ท่านจะเติมบทว่า หตฺเถ เข้ามาแล้วแปลว่า “ให้ค่าปรับในพระหัตถ์ของพระราชา” นั่นคือ รญฺโญ เป็นสามีสัมพันธ์ใน หตฺเถ. [1]
อีกนัยหนึ่ง การให้นั้น ต้องเป็นการให้ด้วยความเต็มใจ ผู้รับจึงจะได้ชื่อว่า สัมปทาน เพราะกล่าวไว้ในสูตรว่า ทาตุกาโม. ถ้าเป็นการให้อย่างไม่เต็มใจ เพราะถูกบังคับก็ดี เพราะเหตุอย่างอื่นก็ดี ผู้รับนั้น ไม่ชื่อว่า สัมปทาน เช่น รญฺโญ ในคำว่า “รญฺญ ทณฺฑํ ททาติ” ในประโยคนี้ แม้ความหมายจะบ่งว่า “เขาให้เงินค่าปรับ แก่พระราชา” ก็จริง แต่การให้เงินค่าปรับนั้น เป็นการให้เพราะถูกบังคับ ไม่ใช่เต็มใจให้ เพราะฉะนั้น บทว่า “รญฺโญ” จึงไม่จัดเป็นสัมปทาน เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงแปลเป็นสัมพันธะ (ฉัฏฐีวิภัตติ) ว่า “รญฺโญ ของพระราชา” เพราะพระราชาเป็นเจ้าของเงินค่าปรับ. นี้เป็นความเห็นของอาจารย์ไวยากรณ์ แต่ตามพระบาฬีอรรถกถา บทว่า “รญฺโญ” นี้ สามารถเป็นสัมปทานได้.[2]

๒. ข้อความว่า  ยสฺส โรจเต วา  ได้แก่ สัมปทานเป็นที่ชอบใจ เช่น
สมณสฺส โรจเต สจฺจํ
สจฺจํ ความจริง โรจเต ย่อมชอบใจ สมณสฺส แก่สมณะ
มายสฺมนฺตานมฺปิ สํฆเภโท รุจฺจิตฺถ
สํฆเภโท สังฆเภท มา รุจฺจิตฺถ อย่าได้ชอบใจแล้ว   อายสฺมนฺตานํ ปิ                  แม้แก่ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย.
ยสฺสายสฺมโต ขมติ
(อุปสมฺปทา) การอุปสมบท ขมติ ย่อมชอบใจ ยสฺส อายสฺมโต แก่ท่าน -           ผู้มีอายุรูปใด.



[1] ปทรูปสิทธิมัญชรี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในที่นั้น
[2] ปทรูปสิทธแปลและอธิบาย.   ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในปทรูปสิทธิมัญชรี เรื่องการกกัณฑ์ 

การใช้จตุตถีวิภัตติ 2

ในสูตรนี้แบ่งสัมปทานเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ตามข้อความของสูตร คือ
๑. ข้อความว่า ยสฺส ทาตุกาโม ได้แก่ สัมปทานที่เป็นผู้รับกิริยาหรือวัตถุ ที่เขาให้ด้วยดี.
สัมปทานชนิดนี้มี ๓ อย่าง คือ
๑. อนิรากรณสัมปทาน สัมปทานไม่ห้าม เช่น
พุทฺธสฺส ปุปฺผํ ยชติ
ยชติ ย่อมถวาย ปุปฺผํ ซึ่งดอกไม้ พุทฺธสฺส แก่พระพุทธเจ้า
โพธิรุกฺขสฺส ชลํ ททาติ
ททาติ ย่อมให้ ชลํ ซึ่งน้ำ โพธิรุกฺขสฺส แก่ต้นโพธิ์
คำว่า พุทฺโธ ในที่นี้ ได้แก่ พระพุทธรูป พระพุทธรูปนั้น ไม่มีการห้ามดอกไม้ ที่คนนำไปบูชา. ต้นไม้ไม่มีการห้ามน้ำที่คนน้ำไปรด เพราะฉะนั้น พุทฺธสฺส และ โพธิรุกฺขสฺส จึงชื่อว่า อนิรากรณสัมปทาน
๒. อาราธนสัมปทาน สัมปทานเชื้อเชิญ. เช่น
ยาจกานํ ธนํ ททาติ
ททาติ ย่อมให้ ธนํ ซึ่งทรัพย์ ยาจกานํ แก่ยาจก.
ยาจกเป็นผู้ขอทรัพย์ ในวลาที่ขอมีการกระตุ้นเตือนคนอื่นให้ให้ทาน ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ร้องขอด้วยอาการที่น่าสงสาร เล่นดนตรี หรือร้องเพลงเป็นต้น เพราะฉะนั้น ยาจก จึงชื่อว่า อาราธนสัมปทาน (บุคคลที่ประกาศเชิญชวนให้บริจาคทาน ก็สงเคราะห์เข้าในข้อนี้)
๓. อัพภนุญญสัมปทาน สัมปทานอนุญาต.  เช่น
ภิกฺขูนํ ทานํ เทติ
เทติ ย่อมถวาย ทานํ ซึ่งทาน ภิกฺขูนํ แก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลายออกขอไม่ได้เพราะผิดวินัย และไม่มีการกระตุ้นเตือนเหมือนยาจก, คนทั้งหลาย ถวายแก่ภิกษุด้วยศรัทธา ภิกษุก็รับไทยทานนันด้วยความพอใจ เพราะฉะนั้น ภิกษุจึงชื่อว่า อนุมติสัมปทาน เพราะเป็นการให้ที่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้รับก่อน กล่าวคือ ผู้ให้ต้องยินดีพอใจที่จะให้ด้วยศรัทธา.

การใช้จตุตถีวิภัตติ 1

๓. อรรถแห่งจตุตถีวิภัตติ
จตุตถีวิภัตติ ใช้ในอรรถต่างๆ ดังนี้
๑. สัมปทานะ         
๒ ในที่ประกอบกับสิลาฆธาตุเป็นต้น
๓ ในที่ประกอบกับนโมศัพท์
๔ ในนามศัพท์ที่เป็นภาวสาธนะและอนาคตกาล.

****–

๑. สัมปทานะ
ความหมายของสัมปทานะ ท่านแสดงไว้ด้วยสูตรนี้ คือ
๓๐๒. ยสฺส ทาตุกาโม โรจเต ธารยเต วา, ตํ สมฺปทานํ
ผู้ปรารถนาเพื่อให้ย่อมให้แก่การกะใด, หรือย่อมพอใจแก่การกะใด หรือย่อมทรงไว้แก่การกะใด การกะนั้น ชื่อว่า สัมปทานะ.
อธิบาย สูตรนี้เป็นสัญญาสูตรตั้งชื่อนามศัพท์ที่เป็นชื่อของปฏิคคาหก คือ ผู้รับว่า สมฺปทาน. คำว่า สมปทาน มาจาก สํ + ป + ทา ธาตุ ให้ + ยุปัจจัย ในสัมปทานสาธนะ มีรูปวิเคราะห์ว่า
สมฺมา ปทียเต อสฺสาติ สมฺปทานํ, ปฏิคฺคาหโก
วัตถุหรือกิริยา อันบุคคลย่อมให้ แก่การกะนั้น ด้วยดี เหตุนั้น การกะนั้น ชื่อว่า สัมปทานะ คือ ผู้รับ.
สํ อุปสัคในที่นี้กล่าวอรรถ สมฺมา (ด้วยดี) คำว่า การให้ด้วยดี จึงหมายถึง การให้ด้วยวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ  การให้เพื่อบูชา  การให้เพื่อยกย่อง การให้เพื่อสงเคราะห์. อย่างไรก็ตาม แม้การให้ที่ไม่ได้ให้ด้วยจุดประสงค์ดังกล่าว ก็ชื่อว่า การให้ในคำว่า สมฺมา ปทียเต นี้ได้[1]  ดังนั้น การกะที่เป็นผู้รับกิริยาหรือวัตถุ ที่ผู้ให้ให้ด้วยหวังจะบูชาเป็นต้น ชื่อว่า สัมปทานการกะ.





[1] สัททนีติปกรณ์ สุตตมาลาสูตร ๕๕๔ กล่าวว่า แม้จะเป็นการให้ด้วยความไม่เคารพก็จัดเป็นสัมปทาน ได้เช่นกัน.  ดูรายละเอียดในปทรูปสิทธิมัญชรี.

5/4/57

๒๕.อาเทส อิ อี เป็น ย

๕. อาเทสสรสนธิ ได้แก่ การเข้าสนธิโดยการแปลงสระเป็นพยัญชนะ ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นการลบสระหลังแล้วเท่านั้น ทั้งนี้ให้นักศึกษาสังเกตด้วยว่า การเกิดการแปลงหรืออาเทสได้นั้น จะต้องมีการลบสระหลังเท่านั้น.   
         ในแบบเรียนไวยากรณ์ ฯ ท่านกล่าวว่า
         “๒๐. อาเทโส มี ๒ แปลงสระเบื้องหน้า๑ แปลงสระเบื้องหลัง ๑
         แปลงสระเบื้องหน้าดังนี้
         ถ้า อิ เอ หรือ โอ อยู่ข้างหน้า มีสระอยู่เบื้องหลัง ให้
         - แปลง อิ ตัวหน้า เป็น ย   ถ้ามีพยัญชนะซ้อนกัน ๓ ตัว ลบพยัญชนะที่มีรูปเสมอกันเสียตัวหนึ่ง อุ. ปฏิสณฺฐารวุตฺติ อสฺส เป็น ปฏิสณฺฐารวุตฺยสฺส, อคฺคิ อาคารํ เป็น
อคฺยาคารํ,
         - เอา เอ เป็น ย เช่นอุ. ว่า เต อสฺส เป็น ตฺยสฺส ได้ในคำว่า ตฺยสฺส ปหีนา โหนฺติ. เม อยํ เป็น มฺยายํ ได้ในคำว่า อธิคโต โข มฺยายํ ธมฺโม, เต อหํ เป็น ตฺยาหํ ได้ในคำว่า ตฺยาหํ เอวํ วเทยฺยํ,
         - เอาโอ เป็น ว อุ.ว่า อถโข อสฺส เป็น อถขฺวสฺส
         - เอา อุ เป็น ว  อุ. ว่า พหุ อาพาโธ เป็น พหฺวาพาโธ, จกฺขุ อาปาถํ เป็น จกฺขฺวาปาถํ.
         วิธีการเช่นนี้ พ้องด้วยมติในคัมภีร์กัจจายนะ สัททนีติ และโมคคัลลานไวยากรณ์ดังนี้ คือ
 - แปลง อิ เป็น ย ในกัจจายนะและปทรูปสิทธิ แสดงไว้ว่า
         กัจจ. 21 รูป. 21 อิวณฺโณ ยํ นวา
                 ในเพราะสระ อันเป็น อสรูปะ อันเป็นเบื้องหลัง อิวัณณะ อันอยู่ข้างหน้า
            ย่อมถึงความเป็น ย อักษร (นวา) ได้บ้าง.
         สัทท. 51 ยมิวณฺโณ นวา
                 ในเพราะสระอันเป็นเบื้องหลัง, อิวัณณะ อันเป็นเบื้องหน้า ย่อมถึงความ            เป็น ย อักษร ในบางที่
อธิบาย. ในปทรูปสิทธิ แสดงว่า เพราะมีสระอันเป็นสรูปะ (มีรูปไม่เหมือนกัน คือ อ อา อุ อู เอ โอที่ไม่เหมือนกับ อิวัณณะ คือ อิ อี) เป็นอักษรต้นบทหลัง จึงสามารถอาเทศ อิ อี ที่เป็นอักษรท้ายของบทข้างหน้าเป็น ย ได้.  สระ อิ นั่นเอง เป็น อิวัณณะ. เมื่อกล่าวเช่นนี้ ฟังดูคล้ายกับว่า ท่านระบุเอา สระ อิ เท่านั้นว่าเป็น อิ วัณณะ แต่ความเป็นจริงแล้ว ต้องเอาสระ อี ซึ่งมีฐานเหมือนกันด้วย ฉะนั้น ในสูตรนี้ จึงถือเอาได้ว่า สามารถอาเทศ อิ และ อี ที่เป็นอักษรท้ายของบทข้างหน้าเป็น ย ได้.
         ส่วนคำว่า นวา ก็มีความหมายเดียวกันกับ กฺวจิ หรือ วา ศัพท์นั่นเอง (แปลว่า ได้บ้าง, ในพระบาลีบางที่ .  ซึ่งเรียกว่า เป็นไวพจน์กัน หรือใช้แทนกันได้นั่นเอง)
อุทาหรณ์
พฺยากาสิ*
วิ + อา + อกาสิ
พยากรณ์แล้ว
พฺยากโต
วิ + อา + กโต
พยากรณ์แล้ว
พฺยญฺชนํ
วิ + อญฺชนํ
แกง, กับข้าว
พฺยากรณํ
วิ + อา + กรณํ
ไวยากรณ์
ปฏิสนฺถารวุตฺยสฺส**
ปฏิสนฺถารวุตฺติ + อสฺส
ข้อปฏิบัติปฏิสันถารของเธอ
ทาสฺยาหํ ปรเปสิกา อหุ
ทาสี + อหํ
ฉันเป็นนางทาสรับใช้ผู้อื่น
สพฺพา วิตฺยานุภุยฺยเต
วิตฺติ + อนุภุยฺยเต
ชนทั้งปวงถูกความเพลิดเพลิน ครอบงำ.
นทฺยาสนฺโน
นที + อาสนฺโน
ใกล้แม่น้ำ (ริมน้ำ)
         * คำว่า พฺยากาสิ ในสัททนีติ แสดงว่า “ตัดบทเป็น วิ + อา + อกาสิ. คำว่า วิ และคำว่า อา เป็นอุปสรรคบท. คำว่า อกาสิ เป็นกิริยาอาขยาตบท. คำว่า พยากาสิ นี้ มีความหมายว่า กเถสิ ด้วยอำนาจของวิ และ อา อุปสรรค เหมือนบทว่า กโต ในคำว่า พฺยากโต นี้ มีความหมายว่า กถิโต ด้วยอำนาจของ วิ และ อา อุปสรรค ฉะนั้น.
         อนึ่ง ในคำว่า พฺยากาสิ นี้ ในบรรดาสระ ๓ ตัวที่อยู่ตามลำดับ คือ อิ + อา + อ พึงทราบว่า มีการลบ อา อักษร หลังจาก อิ อักษร ที่เป็น อสรูปวัณณะ. (คือ ลบ อา ที่อยู่หลังจาก อิ ที่ วิ ออกไปก่อน. เมื่อ อิ ที่ วิ เป็น ย จึงทำทีฆะ อ ที่ อกาสิ เป็น อา โดยอาศัยสูตรที่ ๖๔ ว่า สรา พฺยญฺชเน ทีฆํ ทีฆะสระหน้า เพราะพยัญชนะเบื้องหลังบ้าง).
         ** คำว่า ปฏิสนฺถารวุตฺยสฺส มีการสำเร็จรูปพิเศษดังนี้
         ๑) แยกพยัญชนะออกจากสระ        วุตฺตฺ อิ อสฺส  ด้วยสูตรว่า ปุพฺพมโธ ฯ
         ๒) เพราะสระหลังเป็น อสรูปะ       วุตฺตฺ ยฺ อสฺส  ด้วยสูตรว่า อิวณฺโณ ฯ
                แปลง อิ เป็น ย
         ๓) พยัญชนะซ้อนกัน ๓ ตัว           วุ  ตฺ ยฺ อสฺส    ด้วย จ ศัพท์ในสูตรว่า
              ลบตัวที่เหมือนกันออก ๑ ตัว    พฺยญฺชโน จ วิสญฺโญโค[1]
         ๔) นำพยัญชนะประกอบสระหลัง    วุตฺยสฺส ด้วยสูตรว่า นเย ปรํ ยุตฺเต.
               สำเร็จรูปเป็น ปฏิสนฺถารวุตฺยสฺส


ข้อยกเว้น
            ด้วยคำว่า นวา ที่แปลว่า ได้บ้าง แสดงถึงข้อยกเว้นว่า ในอุทาหรณ์เหล่านี้ ไม่ต้องทำตามสูตรนี้ ก็ได้ เช่น
ปญฺจหงฺเคหิ
ปญฺจหิ + องฺเคหิ
ด้วยองค์ ๕
ตานิ อตฺตนิ
ตานิ + อตฺตนิ
ทุกข์เหล่านั้น ย่อมมีในตน
คจฺฉามหํ
คจฺฉามิ + อหํ
ข้าพเจ้าไป
ตสฺส ปุฏฺโฐ วิยากาสิ
วิ + อา + อกาสิ
ถูกถามแล้วจึงให้คำตอบ
มุตฺตจาคี อนุทฺธโต
มุตฺตจาคี อนุทฺธโต
ผู้สละไม่มีเยื่อใย, ไม่ฟุ้งซ่าน
อกฺขรานํ วิยญฺชนํ
วิ + อญฺชนํ
อักษร เป็นเครื่องแสดง




[1] ในสูตรนั้น ท่านบอกว่า เมื่อลบสระหลังจากนิคคหิตแล้ว พยัญชนะสังโยค จะเป็นพยัญชนะปราศจากสังโยค ด้วย.  ก็ด้วยการตัดแบ่งสูตรนี้ อาศัยคำว่า ด้วย (จ ศัพท์) นี้แหละ อาจารย์พุทธัปปิยะ ผู้แต่งคัมภีร์ปทรูปสิทธิ ท่านบอกว่า ถ้ามีพยัญชนะสังโยค ซ้อนกัน ๓ ตัว พยัญชนสังโยคที่มีรูปเหมือนกัน ต้องทำให้เป็นพยัญชนะที่ไม่มีสังโยค นั่นก็คือ ให้ลบออกไปเสีย ๑ ตัว. ดังนั้น ในอุทาหรณ์นี้ เมื่อผ่านขั้นตอนที่อาเทศเป็น ย แล้ว จะปรากฏพยัญชนสังโยคอยู่ถึง ๓ ตัว คือ ตฺ ตฺ ยฺ จึงต้องลบ ตฺ ออกเสียง ๑ ตัว ได้รูปเป็น วุตฺ ยฺ อสฺส เมื่อรวมพยัญชนะกันแล้ว จึงสำเร็จรูปดังกล่าวได้.  ในอุทาหรณ์ว่า อคฺยาคารํ เป็นต้น ก็มีนัยเช่นนี้.